วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มธ.จับมือ มช.เจาะลึกเส้นทาง R3A-R3E สำรวจระบบโลจิสติกส์รับ FTA อาเซียน-จีน



มธ.จับมือ มช.เจาะลึกเส้นทาง R3A-R3E สำรวจระบบโลจิสติกส์รับ FTA อาเซียน-จีน

ระหว่างวันที่ 24 - 27 กันยายน พ.ศ.2550 คณาจารย์จาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อม ผู้ร่วมทีมรวม 6 คนได้เดินทางสำรวจเส้นทางการขนส่งสินค้าทางน้ำ และทางบกจากจังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศจีน สิ้นสุดที่ประเทศลาวใน "โครงการศึกษาระบบโลจิสติกส์การค้าไทย-จีน เพื่อรองรับข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน กรณีศึกษา การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน" เส้นทางเชียงแสน-เชียงรุ้ง-บ่อหาน-บ่อเต็น- ห้วยทราย-เชียงของ

โดยมี รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ เป็นหัวหน้าโครงการ มีนักวิจัยร่วมอีก 4 คนประกอบด้วย ผศ.ดร.อภิชาต โสภาแดง, อ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม, ผศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล นายไพฑูรย์ วราเดชสถิตวงศ์ และนางสาว กนกพร ทวิพัฒน์ เจ้าหน้าที่โครงการร่วมเดินทาง


วัตถุประสงค์ในการสำรวจและรวบรวมข้อมูลครั้งนี้มี 2 ประการหลัก ได้แก่

1.วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนในระบบโลจิสติกส์

2.สำรวจเส้นทางขนส่งสินค้าผ่าน ไทย - จีน -ไทย ทั้งส่งออกและนำเข้า


เปิดเส้นทางน้ำเชียงแสน-สิบสองปันนา

ตามเส้นทางการสำรวจครั้งนี้มีระยะทางเดินเรือในแม่น้ำโขง 4 ประเทศ 1.เชียงรุ้ง (จีน) 2.เมืองมอม (ลาว) 3.สบหลวย (พม่า) 4.เชียงแสน (ไทย)

คณะนักวิจัยออกเดินทางจากท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เวลา 05.00 น. ล่องแม่น้ำโขงโดยเรือเร็ว (speed boat) เพื่อเข้าสู่ประเทศจีน ที่ท่าเรือจิ่งหงหรือเชียงรุ้ง ใช้เวลาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง ถึงท่าเรือจิ่งหงเวลา 20.00 น. ตามเวลาในประเทศจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง โดยระหว่างทางผ่านท่าเรือสำคัญ ได้แก่ ท่าเรือเมืองมอม ประเทศลาว เป็นท่าเรือสำหรับแวะเติมน้ำมัน

จากนั้นผ่านท่าเรือสบหลวย ของประเทศพม่า โดยมีระยะทางจากเชียงแสน 195 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง เป็นท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้าและมีรถบรรทุกรอรับสินค้า จากนั้นผ่านท่าเรือกวนเหลยของฝั่งประเทศจีน มีระยะทางห่างจากเชียงแสน 263 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง เป็นท่าเรือขนสินค้าและเป็นด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยมีเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจเอกสารผู้โดยสารในเรือ

ต่อมาเดินทางผ่านเมืองกันลันปา ของประเทศจีน พบเห็นสวนยางพาราสองข้างทางปลูกตามไหล่เขาเป็นจำนวนมาก ซึ่งประเทศจีนให้ความสำคัญกับการปลูกพืชยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจในเมืองนี้ ส่วนท่าเรือขนถ่ายน้ำมัน กันลันปาที่คาดว่าจะเป็นท่าเรือสำหรับขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจากประเทศไทย สู่ประเทศจีนนั้น จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ยังไม่มีการเปิดใช้บริการและก่อสร้างเพิ่มเติมจากเดิมเมื่อปี 2549

เมื่อเดินทางถึงท่าเรือจิ่งหง คณะนักวิจัยได้ทำการผ่านพิธีการศุลกากรเมื่อเวลา 20.15 น. ใช้เวลาเพียง 15 นาที เนื่องจากมีนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพร้อมกันจำนวนไม่มาก

สำหรับเส้นทางแม่น้ำโขงนั้นสามารถพบเห็นเรือบรรทุกสินค้าในแม่น้ำโขงอยู่ประปรายในช่วงเวลากลางวัน โดยล่องขึ้นไปยังท่าเรือจิ่งหง แต่ไม่ทราบแหล่งที่มาของเรือที่แน่ชัด

สำรวจเส้นทางบกบ่อหาน-บ่อเต็น

วันที่ 2 ของการเดินทางเริ่มขึ้นเวลา 09.00 น. คณะวิจัยออกเดินทางจากโรงแรม Good Chance เมืองสิบสองปันนา ประเทศจีนโดยรถตู้ เพื่อเดินทางสำรวจตลาดเช้า ในตลาดพบเห็นผลไม้ไทยจำนวนมาก อาทิ มะขามหวานเพชรบูรณ์ มังคุด เป็นต้น

ระหว่างเส้นทางเดินรถในเมืองสิบสองปันนา รายล้อมไปด้วยสวนยางพารา ส่วนใหญ่ปลูกตามเนินเขา และเริ่มมีการกรีดยางพารา จากการสัมภาษณ์ชาวพื้นเมืองในละแวกนั้น พบว่าชาวจีนนิยมกรีดยาง 2 เวลาคือ เช้ามืด ตี 2 และช่วงกลางวัน 11 โมง จะมีกลิ่นของยางพาราค่อนข้างส่งกลิ่นแรงและเหม็น การกรีดยางของชาวจีนไม่มีการใช้เทคโนโลยีเป็นการกรีดยางโดยใช้แรงงานคนปกติ

วันที่ 3 ของการเดินทางเริ่มเวลา 08.15 น. คณะวิจัยเดินทางออกจากที่พัก เพื่อเดินทางจากเมืองสิบสองปันนา โดยรถตู้เข้าสู่เมืองบ่อหาน ชายแดนประเทศจีน ก่อนออกจากเมืองสิบสอง ปันนาจะผ่านด่านเก็บค่าผ่านทาง จากตัวเมือง สิบสองปันนาถึงเมืองกันลันปา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งหากเทียบกับเส้นทางน้ำจะใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง เนื่องจากต้องล่องเรือขึ้นทวนกระแสน้ำ

เมืองกันลันปา เป็นเมืองเพาะปลูกพืชเนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์เรื่องน้ำ เพราะอยู่ติดแม่น้ำโขง พื้นที่บนเนินจะปลูกยางพาราเป็นส่วนใหญ่และบริเวณพื้นที่ลุ่มจะปลูกสับปะรดและกล้วย แต่รสชาติผลไม้ที่นี่รสชาติจืดกว่าผลไม้ไทย

สำหรับสภาพถนนเป็นเส้นทางเดิมที่มีการสร้างเส้นทางใหม่คู่ขนาน โดยเส้นทางใหม่ตัดตรงจากบ่อหานจนถึงเมืองสิบสองปันนายังไม่แล้วเสร็จดี จึงต้องใช้เส้นทางเก่าในการเดินทางจากสิบสองปันนาไปยังชายแดนจีน และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2007 นี้ ลักษณะเป็นถนน 2 เลน สามารถวิ่งด้วยความเร็วที่ 60-90 ก.ม./ ชั่วโมง คาดว่าจะใช้เวลาเดินทางจากสิบสองปันนาถึงชายแดนที่เมืองบ่อหานเพียง 2 ชั่วโมง และจะเปิดใช้ก่อนเทศกาลกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ในอนาคตประเทศจีนมีแผนการก่อสร้างสนามบินที่เมืองล่า เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

ส่วนเส้นทางเดิมนั้นค่อนข้างแคบและชำรุดเสียหาย สามารถใช้ความเร็วได้เพียง 30 กิโลเมตร/ ชั่วโมง ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร การก่อสร้างเส้นทางสายใหม่นี้จะส่งผลให้ลดระยะทางลง (ยังไม่ทราบระยะทางที่แน่ชัดของเส้นทางใหม่) ระหว่างทางไปเมืองบ่อหาน มีทางแยกเพื่อเข้าสู่ท่าเรือกวยเหลย โดยมีระยะทาง จากทางแยกถึงท่าเรือกวนเหลยประมาณ 71 กิโลเมตร แต่เส้นทางชำรุดเสียหายและแคบ เนื่องจากรถบรรทุกวิ่งตลอดวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง

คณะวิจัยจึงไม่ได้เข้าไปสำรวจท่าเรือดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะไม่สามารถข้ามด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ทันตามเวลาที่กำหนดไว้ ถนนระหว่างเมืองล่าเข้าสู่ชายแดน บ่อหานมีสภาพดี 2 ช่องจราจรลาดยาง ระยะทาง 181 ก.ม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงถึงบ่อเต็น มีปั๊มน้ำมันระหว่างทางเพียง 1 แห่ง

คณะวิจัยเข้าพักโรงแรม Royal Jinlun Hotel เวลาประมาณ 15.20 น. จากเมืองสิบสองปันนา ถึงบ่อเต็น ระยะทางรวมประมาณ 249 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง รวมเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันและผ่านพิธีการศุลกากร ในเขตชายแดนฝั่งประเทศลาวมีพื้นที่ให้คนจีนเช่าระยะยาว 50 ปี รัศมี 5 กิโลเมตร

คนขับรถบอกเล่าว่า ลาวได้อพยพ หมู่บ้าน คนลาวออกไปประมาณ 5-10 ก.ม. และให้ชาวจีนเช่าค้าขาย และขนส่งสินค้าดำเนินการมาแล้วกว่า 4 ปี แต่ก็ยังไม่คึกคัก มีการก่อสร้างตึกแถวอยู่ พอสมควร

เมื่อปลายปี 2006 ที่ด่านมีการเปิดบ่อนกาสิโนเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ อาคารสีเหลือง สวยงาม ตามกฎหมายลาว ระบุว่าการเล่นการพนันเป็น สิ่งผิดกฎหมาย แต่การเปิดกาสิโนในบริเวณนี้ (no-man land) น่าจะเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่าง ลาว - จีน และเป็นจุดดึงดูดนักแสวงโชคจำนวนมาก มีข้อน่าสังเกตว่า เมืองชายแดน ส่วนใหญ่มักจะเปิดบ่อนกาสิโน เช่น ที่สามเหลี่ยมทองคำ ท่าขี้เหล็ก เมืองลา เป็นต้น

ส่วนบริเวณเขตชายแดนมีอาคารให้เช่าพื้นที่ขายสินค้าจำนวนมาก แต่ยังไม่มีการเปิดให้บริการเต็มพื้นที่ จากการสำรวจส่วนใหญ่พบว่าเป็น ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และร้านให้บริการดูหนังผ่าน จอคอมพิวเตอร์ คล้ายกับท่าขี้เหล็กในพม่า ส่วนใหญ่เจ้าของร้านค้าเป็นชาวจีน และในละแวกนี้ร้อยละ 90 ที่อาศัยอยู่เป็นชาวจีน ส่วนครอบครัวชาวลาวมีที่เป็นข้าราชการ พนักงานของศุลกากรลาวและตำรวจลาว ส่วนใหญ่คนลาวไม่นิยมไปทำงานในจีน เพราะไม่เข้าใจภาษา รวมทั้งไม่มาทำงานในไทยเพราะอยู่ไกล นอกจากนี้ การอพยพที่ดินของคนลาวเป็นเรื่องใหญ่ และอาจจะกระทบด้านจิตใจและความเป็นอยู่ของชาวลาว จากการพัฒนาถนน R3E ในครั้งนี้
ลาว-จีนลุยตัดทางใหม่รับค้าชายแดน

วันสุดท้ายของการเดินทางเริ่มขึ้นเวลา 08.35 น. คณะวิจัยเดินทางออกจากที่พัก เพื่อเดินทางจากบ่อเต็นเข้าสู่ประเทศลาว และกลับประเทศไทยทางท่าเรือห้วยทราย-เชียงของ เส้นทางระยะแรกเป็นการก่อสร้างภายใต้ความรับผิดชอบของจีน มีระยะทางประมาณ 69 กิโลเมตร เส้นทางสร้างแล้วเสร็จเกือบ 100% มีเพียงการซ่อมแซมไหล่เขา เนื่องจากดินถล่ม

ชาวลาวได้อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนห่างออกมาประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีแผนย้ายด่านศุลกากรและด่านตรวจชั่งน้ำหนักมาที่จุดใหม่ ระหว่างทางมีสถานีบริการน้ำมัน 1 แห่ง ซึ่งเป็นของคนจีนตั้งอยู่ก่อนเข้าเขตเมืองลาว ราคาน้ำมัน 5.8 หยวน/ลิตร ที่สถานีบริการน้ำมันแห่งนี้มีราคาถูกกว่าของลาวเนื่องจากไม่มีภาษี ระหว่างทางพบ โรงงานยาสูบ โกดังเก็บสินค้า ซึ่งเจ้าของกิจการเป็นชาวจีนแทบทั้งสิ้น

มีจุดจอดรถบรรทุก เพื่อขนถ่ายสินค้า โดย รถบรรทุกทั้งหมดเป็นของคนลาว ซึ่งมารับสินค้าโดยตีรถเปล่ามาจากเวียงจันทน์และหลวงพระบางเพื่อกระจายต่อไปในเวียงจันทน์และเมืองอื่นๆ รถบรรทุกขนาด 10 ล้อ บรรทุกได้ประมาณ 11 ตัน ขนาด 12 ล้อ บรรทุกได้ประมาณ 15 ตัน และได้พบสินค้าจากไทยด้วย อาทิ มะขามหวานจากเพชรบูรณ์ ยางพาราจากภาคใต้และน้ำมันพืช ส่วนสินค้าจากลาว ได้แก่ ไม้ประดู่ ไม้มะค่า เพื่อส่งเข้าจีน

ระยะทางจากบ่อเต็นถึงแยกนาเตย 19 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที ลักษณะถนนเป็นถนนลาดยางอย่างดี ขนาด 2 เลน แยกนาเตยมีด่านตรวจสินค้าและชั่งน้ำหนัก รถบรรทุกที่มารอรับสินค้าที่นำเข้าจากจีน ห่างจากแยกหลวงน้ำทามีการก่อสร้างสถานีรถโดยสาร ซึ่งเป็นของคนลาว สร้างขึ้นเพื่อรองรับการ ท่องเที่ยวในละแวกนี้

ช่วง ก.ม.159 - ชายแดนลาว/จีน (บ่อเต็น/ บ่อหาน) ระยะทาง 69 ก.ม. ลาวได้รับความ ช่วยเหลือการลงทุนจากจีน การก่อสร้างเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร ขณะนี้งานก่อสร้างดำเนินการแล้วเสร็จ 100% การก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์เนื่องจากเป็นส่วนที่จีนรับผิดชอบ มีเพียงการซ่อมแซมไหล่เขาป้องกันดินถล่มช่วง ก.ม.84-ก.ม.159 (ระยะทาง 74 ก.ม.) ลาวได้รับเงินกู้จาก ADB (soft loan) การก่อสร้างเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร ขณะนี้งานก่อสร้างดำเนินการแล้วเสร็จ 100% ช่วงปี 2006 การก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากประสบปัญหาได้รับเงินกู้ช้า ช่วงที่เดินทางไปเหลือเพียงการซ่อมแซมไหล่เขาป้องกันดินถล่ม โดยงานก่อสร้างอยู่ภายใต้ การรับผิดชอบของบริษัท นวรัฐพัฒนา

ช่วงชายแดนไทย/ลาว (เชียงของ/ห้วยทราย) - ก.ม.85 (ระยะทาง 85 ก.ม.) ลาวได้รับความช่วยเหลือการลงทุนจากไทย เพื่อก่อสร้างเป็น ถนนลาดยาง 2 ช่องจากห้วยทราย - ก.ม.84 ซึ่งขณะนี้งานก่อสร้างดำเนินการไปได้ 95% งานก่อสร้างอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท แพร่ธรรมรงค์วิทย์ แต่สถานะปัจจุบันพบว่าถนนส่วนใหญ่ชำรุดเสียหาย จึงต้องมีการรื้อซ่อมแซมใหม่ อีกทั้งยังมีเส้นทางที่ยังไม่เสร็จประมาณ 17 กิโลเมตร จากการประเมินคาดว่าจะสามารถแล้วเสร็จภายในปลายปี 2007 นี้

จากการบอกเล่าของคนขับรถ ทราบว่าถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและลาวที่นิยมไปกาสิโนในบ่อเต็น โดยเฉลี่ยมีรถตู้ใช้เส้นทางห้วยทราย-บ่อเต็นนี้ประมาณ 40 คัน/วัน

การเดินทางจากบ่อเต็นไปยังแขวงบ่อแก้วใช้เวลารวมทั้งสิ้น 4.30 ชั่วโมง ลดลงจากการสำรวจปีที่แล้วครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ ภาพรวมคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2007 จากการประเมินสถานะเหลือเพียงช่วงที่เป็นความ รับผิดชอบของบริษัท แพร่ธรรมรงค์วิทย์อีก 17 กิโลเมตรยังสร้างไม่เสร็จเป็นถนนลูกรัง และบางส่วนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่มีการขีดเส้นกลางถนน และส่วนที่สร้างเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว มีการตัดปะเพื่อซ่อมแซมผิวถนนเป็นระยะ

คณะวิจัยเดินทางถึงชายแดนลาว-ไทย แขวงบ่อแก้วเวลา 13.00 น. เพื่อรับประทาน อาหารกลางวันและสำรวจรอบๆ เมืองยังคงมีตลาดจีนที่เช่าพื้นที่ในลาว เพื่อขายสินค้าจีน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค จากนั้นคณะวิจัยข้ามแดนและเดินทางกลับสู่ประเทศไทยที่ท่าเรือเชียงของเวลา 15.00 น. โดยสวัสดิภาพ
ปัจจุบันหลายประเทศในอาเซียนได้ทุ่มงบฯจำนวนมหาศาลในการบุกเบิกก่อสร้างเส้นทางสายใหม่เพื่อเชื่อม 4 ประเทศ ไทย-พม่า-ลาว-จีนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีนที่มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่ วันที่ 20 ก.ค.2548 แต่ถึงวันนี้กว่า 2 ปีของข้อตกลงพบว่า ยังมีการค้าขายภายใต้สิทธิประโยชน์น้อยมาก เพราะทุกประเทศในอาเซียนเกรงปัญหาที่สินค้าจีนจะทะลักเข้าไป แล้วผู้ผลิตภายในประเทศสู้ไม่ได้ เพราะต้นทุนของจีนต่ำกว่า
จึงดูเหมือนว่า เส้นทางใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้ใช้เต็มที่สมกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป สำหรับประเทศไทยสิ่งที่ผู้ผลิตทำได้ต้องพยายามลดต้นทุนโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับมือโลกในยุคการค้าเสรี

ที่มา - ประชาชาติธุรกิจ



เส้นทาง R3a ฉีดการค้าไทย-จีนทะลุแสนล.แน่






กูรูฟันธงกลางงานสัมมนา"ฐานเศรษฐกิจ"ที่เชียงราย อีก 10 ปี การค้าไทย-จีนผ่าน R3a ทะลุแสนล้านบาทแน่ สภาพัฒน์เผยรัฐบาลสนับสนุน 16 เมกะโปรเจ็กต์มูลค่าเฉียด 8 พันล้านบาทรองรับความร่วมมือตามกรอบ GMS ขณะที่รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เชื่อ R3a จะเป็นจุดเริ่มต้นของไทยในการเป็น Hub Logitics ด้านภาคเอกชนประสานเสียงรัฐต้องสนับสนุนการพัฒนาคนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น


ผู้สื่อข่าว"ฐานเศรษฐกิจ"รายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า ที่โรงแรมลิตเติ้ลดั๊ก เชียงราย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และสถานีข่าว TNN ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาเรื่อง "R3... เปิดประตูการค้าสู่จีน"ขึ้น โดยมีนักธุรกิจและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า 150คน


นายธนินทร์ ผะเอม ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ตามกรอบความร่วมมือกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง หรือ GMS เป็นการรวมตัวกันเพื่อค้าขายระหว่างกันเองก่อนในเบื้องต้น ตลาดยังขยายได้อีกตามกำลังซื้อที่มีเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการพัฒนาขนาดของการค้า จึงจะสามารถไปแข่งขันได้ในตลาดโลก ในส่วนของการสนับสนุนการพัฒนากลุ่มประเทศ GMS รัฐบาลมีโครงการขนาดใหญ่ 16 โครงการมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 7,792 ล้านบาท โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กับห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ก็เป็น 1 ในเมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างแน่นอนด้วย สศช.ได้เล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดกับประเทศไทยและทุกประเทศในกลุ่ม GMS


ด้านนายพิษณุ เหรียญมหาศาล รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้ขนาดการค้าของจีนถือว่าเป็นที่ 3 ของโลก แต่ในอนาคตอันใกล้นี้จีนจะก้าวขึ้นสู่การเป็นที่ 1 ของโลกแน่นอน เมื่อถึงวันนั้น จีนก็จะเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดกับไทยและอาเซียน การพัฒนาถนน R3a ซึ่งเรียกกันว่า ถนนสายคุนมั่งกงลู่จากคุนหมิงมากรุงเทพฯ จะทำให้เกิดการพัฒนาและยกระดับการเชื่อมโยงการค้าและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ระหว่างไทยกับจีน จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปได้ในอนาคต และเมื่อพูดถึง R3a ไม่อยากให้มองกันแค่ตะวันตกของจีนเท่านั้น เพราะเมื่อไปถึงคุนหมิงได้ก็จะสามารถไปได้ทุกมณฑลของจีน เนื่องจากการเชื่อมโยงการคมนาคมของประเทศจีนได้มีการพัฒนาจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว


ทางด้านตัวแทนของ สปป.ลาว นายสีสุพัน แสงสุวัน กรรมการสภาหอการค้าและอุตสาหกรรม สปป.ลาว กล่าวว่า พื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องกับ R3a ของ สปป.ลาวที่สำคัญมี 2 แขวง คือ แขวงบ่อแก้วซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับไทย และแขวงหลวงน้ำทาที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศจีน ที่บ่อเต็นมีเขตเศรษฐกิจพิเศษลาว-จีน โดยมีนักลงทุนจากประเทศฮ่องกงเป็นเจ้าของสัมปทานพื้นที่ทั้งหมด 1,600 เฮกเตอร์เป็นระยะเวลา 30 ปี ดำเนินการ 12 โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ อาทิ กาสิโน โรงแรม โรงเรียน โรงพยาบาล สนามกอล์ฟ และซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนที่บ่อแก้วขณะนี้มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ย่านสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง เป็นการลงทุนระหว่างลาวกับจีนในนามกลุ่มงิ้วคำ มูลค่าการลงทุนทั้งสองโครงการนี้ประมาณ 2,000 ล้านหยวนหรือประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งสองแขวงที่กล่าวมาข้างต้น สปป.ลาวมีนโยบายที่จะเชิญชวนนักลงทุนจากประเทศไทยไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งไทยมีความชำนาญกว่านักธุรกิจลาว


ด้านภาคเอกชน นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชียงรายของไทยกับหลวงน้ำทาของสปป.ลาวถือว่า เป็นเมืองที่มีศักยภาพในทางเศรษฐกิจสูง โอกาสของเชียงรายจึงน่าจะเป็นเรื่องของการเป็นศูนย์กระจายและจำหน่ายสินค้าและเรื่องของการท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีคนจีนมณฑลต่างๆ มาเที่ยวที่จิ่งหงหรือสิบสองปันนาปีละประมาณ 20 ล้านคน


นายธนิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ชายแดนไทย-มาเลเซียมีมูลค่าการค้าปีละประมาณ 1.3 แสนล้านบาท แต่กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจทุกอย่างอยู่ในมาเลเซียแทบจะทั้งหมด การเปิดสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างมุกดาหารกับสะหวันนะเขตที่ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการเก็บค่าผ่านทางได้ ทั้งสองกรณีนี้อยากให้เชียงรายนำมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขปัญหา


สอดคล้องกับนายนิยม ไวยรัชพานิช ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่กล่าวว่า เคยสังเกตหรือไม่ว่า ตลาดค้าชายแดนที่เดิมอยู่ที่ฝั่งแม่สาย ทำไมวันนี้จึงย้ายไปอยู่ฝั่งท่าขี้เหล็ก สิ่งที่เกิดขึ้นกับชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก กำลังจะเกิดขึ้นกับแม่สอดหลังจากพม่าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี อยากให้เชียงรายพิจารณาผลักดันเรื่องของการท่องเที่ยว โดยให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถถือบอร์เดอร์พาสมาเที่ยวในไทยได้ เหมือนที่จีนอนุญาตให้คนไทยใช้บอร์เดอร์พาสเดินทางไปที่สิบสองปันนาได้


เชียงรายมีศักยภาพมากในเรื่องของการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านใน GMS วันนี้ขนาดการค้าอาจจะไม่มาก แค่ประมาณหมื่นล้านบาท แต่หลังจาก R3a เสร็จและสะพานข้ามแม่น้ำโขงเสร็จขนาดของการค้าระหว่างประเทศของเชียงรายจะขยายตัวอีกมาก หากแก้ไขอุปสรรคได้ดีเชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปีขนาดการค้าระหว่างประเทศที่เชียงรายจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน


ในส่วนที่อยากให้เชียงรายใช้บทเรียนจากสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดมุกดาหารนั้น นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย และประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่นมเศรษฐกิจ (คสศ.) กล่าวว่า คสศ.และหอการค้าจังหวัดเชียงรายมีการเตรียมการเรื่องนี้แล้วเป็นอย่างดี โดยเร็วๆ นี้จะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าผ่านแดนตามเส้นทาง R3a เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล โดยจะเสนอให้มีการใช้ระบบ Singgle Window ในการขนส่งสินค้าด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ทั้งทางเรือและทางบก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การขนส่งสินค้าลดต้นทุนได้อีกมาก (ปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากคุนหมิงถึงกรุงเทพฯมีต้นทุนประมาณ 70,000 บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์)


ที่มา - ฐานเศรษฐกิจ

เส้นทาง เชียงของ R3A


เส้นทาง เชียงของ R3A
เดินเครื่องมอเตอร์เวย์เชียงใหม่-เชียงราย ด้านการคมนาคมทางบกในเขต จ.เชียงราย ที่จะเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายการคมนาคมในสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจนั้น นายชาญเดช วงศ์เจริญรอง ผอ.สำนักงานทางหลวงที่ 2 ตำแหน่งที่ 2 กรมทางหลวง กล่าวต่อที่ประชุมว่า โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกในเขตเชียงรายที่กรมทางหลวงดูแลมีอยู่ 4-5 เส้นทางคือ
1. เส้นทางสายเชียงใหม่ – เชียงราย ซึ่งเป็นมอเตอร์เวย์ ระยะทาง 170 กม.นั้น ขณะนี้ออกแบบเสร็จแล้วอยู่ระหว่างการจัดสรรงบประมาณ คาดว่าจะในปีงบประมาณ 47 จะได้รับการจัดสรรแน่นอน
2. เส้นทางเลี่ยงเมืองเชียงรายด้านตะวันตก ระยะทาง 20 กม. ได้สำรวจออกแบบแล้ว คาดว่าจะสามารถบรรจุเข้าแผนปี 48 ได้
3. เส้นทางสายเชียงราย -เชียงแสน สายใหม่ ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทาง คือ จากทางแยก กม. 846 -บ้านสบกก ที่ตั้งท่าเรือแห่งเชียงแสนแห่งที่ 2 ระยะทาง 42 -45 กม.หากใช้แนวนี้จะใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น ประมาณ 1,600 กว่าล้านบาท แนวทางที่สองจากทางแยกร่องเสือเต้น เลียบไปตามแม่น้ำกก ระยะทาง 54 กม. จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 1,600 กว่าล้าน ค่าที่ดิน 4,850 กว่าล้านบาท 4. ถนนเลี่ยงเมืองเชียงแสน ที่จะขยายเป็น 4 ช่องทางจราจร ภายใต้งบประมาณ 80 ล้านบาท และ 5 เส้นทางเลี่ยงเมืองแม่สาย ที่จะเชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางท่าขี้เหล็ก – เชียงตุง-เมืองลา ของพม่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ ส่วนโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ เชื่อมกับถนนสายไทย-ลาว-จีนตอนใต้ นั้น ทางกรมทางหลวงได้รับการจัดสรรงบประมาณจาก เอดีบี. ในการศึกษาออกแบบแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ยังไม่มีการกำหนดจุดก่อสร้างที่ชัดเจน

ต่อยอดไฮสปีดเทรนเด่นชัย-เชียงราย ด้านโครงการก่อสร้างทางรถไฟจากเด่นชัย-เชียงรายนั้น ตัวแทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ที่จริงแล้ว รฟท.ได้ศึกษาและออกแบบก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีการออก พรฎ.เวนคืนที่ดินแล้ว แต่ระหว่างที่ยื่นของบประมาณก่อสร้างนั้น ทางรัฐบาลได้สั่งการให้ศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เส้นทางรถไฟสายนี้ ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่กว้างกว่าที่ไทยใช้อยู่เป็นลักษณะไฮสปีดเทรน สามารถวิ่งด้วยความเร็ว 100-250 กม./ชม. ให้เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟจากประเทศจีนด้วย จากการติดต่อประสานงานกับทางการจีน ทราบว่า รัฐบาลจีนไม่มีนโยบายที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟผ่านประเทศพม่า แต่มีนโยบายที่จะสร้างทางรถไฟมาถึงบ่อเต็น พรมแดนจีน -ลาว และเส้นทางจีน-เวียดนาม ดังนั้นทาง รฟท. จึงกำหนดแนวทางก่อสร้างเส้นทางรถไฟเพิ่มเติมจาก จ.เชียงราย -ชายแดนไว้ 2 แนวทางคือ ไปทาง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย รองรับการลงทุนภาคอุตสาหกรรม -ท่าเรือที่กำลังจะเกิดขึ้น อีกแนวทางหนึ่งจะสร้างจากเชียงราย – อ.เชียงของ เพื่อรอเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟจากจีนในอนาคต จีนสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงเพิ่มที่กอนเหล่ย นายนรินทร์ พานิชกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทางน้ำผ่านแม่น้ำโขง จากจีน -ไทย ว่า เท่าที่เขาได้รับทราบข้อมูลจากทางการมณฑลยูนนานทราบว่า ในระยะนี้แม้ว่าจีนจะระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเสร็จสิ้นไปแล้วส่วนใหญ่ แต่ในเดือนเม.ย.47 และ 48 จะระเบิดกันอีก 2 ระลอก เพื่อขยายร่องน้ำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยจะทำในเขตสปป.ลาว แต่เป้าหมายของจีนจะระเบิดไปถึงแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ขณะนี้เป็นเพียงระยะแรกเท่านั้น เขาบอกอีกว่า อย่างไรก็ตาม การเดินเรือในแม่น้ำโขง ขณะนี้ยังมีปัญหาเขตน้ำตื้นที่มีอยุ่ประมาณ 4 จุดอยู่ แต่ในอนาคตจะไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้นอีกต่อไป เนื่องจากทางการจีนได้อนุมัติให้มีการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเพิ่มอีก 1 จุดบริเวณท่าเรือกอนเหล่ย ซึ่งจะเป็นเขื่อนขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีนทีเดียว โดยใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี เสร็จปี 2550 หลังจากนั้นจะมีการผลิตกระแสไฟฟ้าส่งมาขายไทยด้วย และปล่อยน้ำให้เรือขนาด 200 - 500 ตันวิ่งขึ้นลงได้ตลอด

เส้นทางยุทธศาสตร์(ไทย-จีน)

เส้นทาง เชียงของ- ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-เชียงรุ่ง ถูกกำหนดให้สร้างขึ้น ด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ จีน ลาว ไทย และการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)เส้นทางสายนี้นับเป็นหนึ่งในสามเส้นทางสายยุทธศาสตร์ ของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion-GMS)ซึ่งได้เริ่ม

2.จัดตั้ง One Stop Services ภายในปี 2547 : - ด่านชายแดน เพื่อสนับสนุนการค้า (กรมศุลกากร / ตม. / อื่นๆ) - เขตอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนการลงทุน (กนอ. /กรมศุลกากร / ก.อุตสาหกรรม / BOI )
3. กำหนดนโยบายการใช้แรงงานต่างด้าวและความมั่นคงให้แล้วเสร็จในปี 2546 (สมช. /ก.แรงงาน / กต.)
4. กำหนดนโยบายด้านธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ : การใช้เงินท้องถิ่นและการส่งเงินกลับ ให้แล้วเสร็จในปี 2546 (ธปท.
5. ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ : โดยปรับการให้สิทธิประโยชน์ BOI สูงสุดภายใต้กฎหมายปัจจุบันให้แล้วเสร็จในปี 2546 และ เร่งศึกษากฎหมายรูปแบบเฉพาะเพื่อใช้ในระยะยาว (BOI / กนอ. / กรมโรงงาน /กรมศุลกากร)
6. ส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศโดยเฉพาะการร่วมทุนไทย-จีน : กำหนดทิศทางการลงทุนและเริ่มดำเนินการภายใน ปี 2546 (BOI / พาณิชย์ / กต.)
จัดตั้งกลไกการบริหารจัดการระยะแรก : ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ระดับชาติ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ระดับพื้นที่ ศึกษาองค์กรปกครองพิเศษให้แล้วเสร็จภายในปี 2546 และตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด(มหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) ระดับเขตนิคม คณะกรรมการบริหารเขตนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.)ระยะยาว : ปรับปรุงกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและนำไปใช้ ได้กับพื้นที่อื่น
แผนปฏิบัติการระยะสั้น 1-3 ปี 2546-2548
•เขตนิคมอุตสาหกรรม
•ท่าเรือเชียงแสน ท่าเรือเชียงของและสะพานข้ามแม่น้ำสาย
•วางระบบโครงสร้างพื้นฐาน
•ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว
•ประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรณี
•ปรับปรุงกฎหมาย และจัดตั้งกลไกบริหาร
•เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านปรับปรุงกฎระเบียบการค้า การลงทุน
•ศึกษาการจัดตั้ง Visa Free Zone
แผนปฏิบัติการ ระยะปานกลาง 3-5 ปี พ.ศ 2548-2550
•จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชียงของ
•ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระยะ 2
•พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ระยะ 2
•วิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจและทรัพยากรร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
•ยกร่างกฎหมายเฉพาะสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ
•เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านปรับปรุงกฎระเบียบการค้าการลงทุน (ต่อเนื่อง)
แผนปฏิบัติการ ระยะยาว 5-10 ปี 2550-2560
•สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ
•เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านปรับปรุงกฎระเบียบ การค้า การลงทุน (ต่อเนื่อง)
ผลตอบแทนโครงการ
สร้างฐานการผลิตใหม่นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ โดยคาดว่าจะมีการลงทุนของภาคเอกชนในโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า ธุรกิจการค้า และการท่องเที่ยว 20,000 ล้านบาท
การจ้างงานในพื้นที่ทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 30,000 คน
เกิดการขยายตัวด้านการค้า และการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดน
เชื่อมโยงธุรกิจชุมชน (OTOP) สู่ตลาดระดับภาคและระหว่างประเทศ
แก้ไขปัญหาความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิต
เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายถือเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของประเทศ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องอันจะนำไปใช้ในพื้นที่ชายแดนอื่นที่มีศักยภาพต่อไป
เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่อง
การพัฒนาพื้นที่ชายแดน"เชียงของ"

เชียงของ เป็นอำเภอหนึ่งที่ต้องเตรียมตัวเข้าสู่การพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์เมืองชายแดน และเป็นพื้นที่ ที่อยู่ในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย อันเป็นเมืองรองรับยุทธศาสตร์ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ทำให้อำเภอเชียงของปัจจับันอยู่ในช่วงการขยายเมือง และการสร้างโครงข่ายด้านการคมนาคม จึงมีโครงการพัฒนาหลายด้าน
ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

การก่อสร้างและขยายถนน 1. ถนนเลี่ยงเมือง (By pass) 2. ถนนเลียบน้ำโขง 3. ถนนสายลัดเชียงของ-เวียงแก่น4. เชื่อมถนนสายลัดกับถนนเลียบน้ำโขง และเชื่อมกับสะพาน หากมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง5. การขยายพื้นที่เขตชุมชนเมือง 6. การเพิ่มกำลังการผลิตและปรับปรุงระบบประปา ไฟฟ้า และระบบกำจัดน้ำเสีย ขยะ และการระบายน้ำ การพัฒนาสู่การเป็น Gate way ทั้งทางบก-ทางน้ำ 1. ทางบกภายในประเทศ ปรับปรุง เชื่อมเส้นทาง เชียงของ-เชียงแสน-เวียงแก่น(สายลัด) เป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำโขงตลอดสาย (อยู่ในขั้นตอนการสำรวจเส้นทางการก่อสร้าง)2. ทางบกระหว่างประเทศ การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง เพื่อเชื่อมเส้นทาง เชียงของ-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-เชียงรุ่ง รวมระยะทาง 250 กม.(เริ่มก่อสร้างต้นปี 2546 โดยได้งบสนับสนุนจากเอดีบี ไทย และจีน ) 3. เชื่อมเส้นทาง สายเวียงแก่น-เชียงของ (สายลัด) กับ ถนนเลียบน้ำโขง สะพานข้ามไทย-ลาว กับถนนสายเชียงของ-เชียงแสน เข้าด้วยกัน 4. ทางน้ำ พัฒนาการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำโขง เพื่อเดินเรือสินค้า และเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ศูนย์กลางการค้าชายแดน1. สร้างโกดังสินค้า บริเวณท่าเทียบเรือน้ำลึก เพื่อเป็นจุดรับส่งสินค้า ที่ส่งออกและน้ำเข้า เพื่อให้มีการขนถ่ายสินค้าได้สะดวก และปลอดภัย 2. สร้างอาคารสำนักงานต่าง ๆ บริเวณท่าเทียบเรือ ประกอบด้วย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช สำนักงานการท่องเที่ยว 3. พัฒนาบริเวณเท่าเทียบเรือ ให้สถานที่พักผ่อน จุดให้บริการข้อมูลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวของอำเภอเชียงของ และสปป.ลาว

พัฒนาการท่องเที่ยวการพัฒนาเส้นทาง1. เชื่อมเส้นทางอำเภอเชียงของและอำเภอใกล้เคียง คือ ถนนเชื่อมทางลัด เวียงแก่น-เชียงของ- เชียงแสน โดยการเชื่อเส้นทางเลียบน้ำโขง ทำให้เป็นถนนที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีแหล่งท่องเที่ยวตามแนวเส้นทาง2. การพัฒนาเชียงของให้เป็นประตูการท่องเที่ยวสู่ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน(ลาว จีน) ถนนสายเชียงของ - ห้วยทราย - หลวงน้ำทา - บ่อเต็น - เชียงรุ่ง โดยการแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของอำเภอนี้ จะดำเนินการภายใต้แผนแม่บทเพื่อปรับปรุงเมืองชายแดน เพื่อการท่องเที่ยว ของ ททท. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว1. ปรับปรุงสถานที่ - พัฒนาท่าจับปลาบึก และแหล่งแพร่พันธุ์ปลาบึกบ้านหาดไคร้ใช้เป็นที่พักผ่อนสาธารณะ - ปรับปรุงห้วยทรายมาน ให้เป็นจุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทาง เชียงแสน- เชียงของ - พัฒนาหมู่บ้านวัฒนธรรมน้ำโขง โดยมีการพัฒนาหมู่บ้านนำร่องของโครงการ คือ บ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง ซึ่งเป็นหมู่บ้านไทลื้อ โดยจัดเป็น "หมู่บ้านอนุรักษ์วัฒนธรรมและเป็นศูนย์จำหน่ายหัตถกรรมพื้นบ้าน" (ผ้าทอ) 2. สร้างและขยายแหล่งท่องเที่ยว
- สร้างพิพิธภัณฑ์ชีวิตปลาบึกและปลาแม่น้ำโขง - พัฒนาน้ำตกห้วยแม็ง และน้ำตกห้วยตอง (จัดหางบประมาณสนับสนุน) - จัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยวอำเภอเชียงของ โดยสร้างระบบข้อมูลท่องเที่ยวให้เป็นปัจจุบันโดยใช้คอมพิวเตอร์จัดเก็บและบริการข้อมูล จัดตั้ง information booth ตามจุดต่าง ๆ (จัดหางบประมาณสนับสนุน)
ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้านประวัติศาสตร์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ1. ปรับปรุงคูเมืองเวียงเชียงของ สภาพเดิมของเชียงของเคยเป็นเมืองเก่าที่มีคูเมืองล้อมรอบ ตามแบบการสร้างเมืองในอดีต ซึ่งได้สร้างซุ้มประตูและคูเมืองตามแนวเดิมบริเวร บ้านเวียงแก้ว ตำบลเวียง2. โครงการ"เมืองน่าอยู่" เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีลักษณะคือ มีความเป็นระเบียบ มีความสบายใจในการอยู่อาศัย ทำกิจกรรมและพักผ่อน มีภาพรวมในการวางผังเมืองที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีความงามในเชิงศิลปะ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีความปลอดภัยจากมลภาวะ มีความเป็นมิตรของผู้คน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2244 16 ส.ค. - 18 ส.ค. 2550
ไทยสอบตกต่อยอด'R3a' โครงการรองรับล้วนร้องเพลงรอ
การก่อสร้างถนนสายไหม เชื่อมโยงไทย-สปป.ลาว-สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อถนนสายอาร์3เอ(R3a) ในปัจจุบันถือว่ามีความคืบหน้ามาก โดยการก่อสร้างถนนทั้ง 3 ตอน ตอนที่ 1 ซึ่งประเทศไทยรับผิดชอบและว่าจ้างหจก.แพร่ธำรงวิทย์ ก่อสร้างระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ตอนที่ 2 ธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ เอดีบี.สนับสนุนงบประมาณให้สปป.ลาวดำเนินการก่อสร้าง โดยว่าจ้างให้ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนา จำกัด ทำการก่อสร้างในระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ส่วนตอนที่ 3 ซึ่งประเทศจีนสนับสนุนการก่อสร้าง การก่อสร้างถนนทั้ง 3 ตอนนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2550 อย่างแน่นอน
ในการต่อยอดต่างๆ ของถนนสายอาร์3เอ ถือว่าประเทศจีนมีการเตรียมพร้อมมากที่สุด บริเวณบ่อหาน-บ่อเต็น ซึ่งเป็นเมืองชายแดนระหว่างประเทศจีนกับสปป.ลาว นักลงทุนจากประเทศจีนได้มีการลงทุนเพื่อรองรับการขนส่งและกระจายสินค้าอย่างคึกคัก มีการลงทุนจัดสร้างศูนย์กระจายสินค้าขึ้นแล้ว บริษัทลอจิสติกส์จากประเทศจีนยังได้มีการลงทุนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมที่จะขนส่งสินค้า ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับสปป.ลาว นอกจากนั้นนักลงทุนจีนยังได้ลงทุนก่อสร้างโรงแรมและกาสิโนในพื้นที่นี้ด้วยหลายแห่ง และไม่เฉพาะแต่ที่เมืองชายแดนระหว่างจีนกับสปป.ลาวเท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องของการลงทุน เมืองที่อยู่ลึกเข้ามาอย่างเช่น แขวงหลวงน้ำทา กลุ่มทุนจากประเทศจีนก็มีการลงทุนสร้างโรงแรมและเปิดกิจการลอจิสติกส์กันอย่างคึกคัก
สารพัดโครงการรอแจ้งเกิด
ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับความพร้อมของฝ่ายไทย โครงการต่างๆ ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย หลายโครงการจนถึงบัดนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนการก่อสร้างถนนสายนี้ก็จะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน โดยโครงการที่ดูจะเป็นความหวังของชาวเชียงของ คือ โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งตามแผนเดิมจะมีการก่อสร้างที่ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้จนแล้วเสร็จ แต่ได้มีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่รวมทั้ง ส.ส.เชียงราย หลายคนก็ใม่เห็นด้วย แต่พอย้ายมาที่อำเภอเชียงของระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ยังไม่มีผลการศึกษาใดๆ
โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมเชียงของที่ถึงแม้ว่าจะมีนักลงทุนจากประเทศจีนเดินทางมาดูสถานที่แล้วหลายครั้ง กลับเป็นโครงการที่มีความชัดเจนน้อยที่สุด แถมทีท่าจากนักลงทุนจีนก็เริ่มเบนความสนใจที่จะไปลงทุนในประเทศ สปป.ลาว โดยได้มีการทำสัญญาเช่าพื้นที่จำนวนประมาณ 60,000 ไร่ที่เมืองต้นผึ้งด้านตรงข้ามกับสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สะพานข้ามโขงรองบปี51
โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง หรือ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ที่อำเภอเชียงของ ปัจจุบันมีการกำหนดจุดก่อสร้างที่แน่นอนแล้วว่า คอสะพานฝั่งไทยจะอยู่ที่หมู่บ้านปากอิงเหนือ ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ ส่วนฝั่ง สปป.ลาว คือ บ้านดอน เมืองห้วยทราย กรมทางหลวงไทยได้ดำเนินการออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะได้ประกวดราคาก่อสร้าง จุดก่อสร้างสะพานเชียงของ-ห้วยทราย ในฝั่งไทยอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กิโลเมตร ส่วนฝั่ง สปป.ลาว อยู่ห่างจากตัวเมืองห้วยทราย ประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อรองรับการขยายของตัวเมืองทั้งสองฝั่งในอนาคต จุดที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง ความกว้างของแม่น้ำโขงกว้างเพียง 400 กว่าเมตร ความกว้างของสะพานออกแบบย่อส่วนลงเหลือ 13.7 เมตรจากเดิมออกแบบให้กว้าง 16.7 เมตร ทำให้ลดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่กำหนดเอาไว้กว่า 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียงประมาณ 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความคืบหน้าล่าสุดหลังการเดินทางมาตรวจสถานที่ก่อสร้างของนายปิยะพันธ์ จำปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม คาดว่าจะมีการบรรจุงบประมาณปี 2551 เริ่มต้นการก่อสร้างและใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีแล้วเสร็จประมาณปี 2554
โครงการที่เกี่ยวเนื่องกับสะพานข้ามแม่น้ำโขง กรมศุลกากรได้ทำหนังสือถึงกรมทางหลวงเพื่อขอให้จัดสรรที่ดินจำนวน 400 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างด่านศุลกากรที่ครบวงจร สำหรับการขนส่งสินค้าผ่านแดนตามหลักสากล ภายในโครงการจะประกอบด้วยลานจอดและเปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ คลังสินค้า ซึ่งโครงการของกรมศุลกากรเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะสามารถเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น แต่ขณะนี้ความคืบหน้าของเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนนักว่ากรมทางหลวงสามารถจัดสรรพื้นที่ให้กรมศุลกากรได้แล้วหรือไม่ เพราะกรมศุลกากรต้องทำโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน
ถัดจากโครงการต่างๆ ในพื้นที่อำเภอเชียงของ ยังมีโครงการอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างถนนที่จะเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเชียงของกับอำเภอเมืองเชียงราย โครงการแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นโครงการขยายถนนสายเชียงของ-บ้านต้าให้เป็นถนนสี่ช่องทางจราจร ส่วนตอนที่ 2 เป็นโครงการตัดถนนสายใหม่จากบ้านต้า-หัวดอย(เชื่อมกับถนนสายเชียงราย-เทิงในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย) ทั้ง 2 โครงการแขวงการทางเชียงราย 1 และแขวงการทางเชียงราย 2 ได้ดำเนินการออกแบบมาแล้วประมาณ 2 ปี แต่ว่าการจัดสรรงบประมาณยังเป็นปัญหา เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท จึงทำให้โครงการนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของงบประมาณ ท่าเรือเชียงของ2ร้องเพลงรอ
และเนื่องจากจังหวัดเชียงรายจัดพื้นที่อำเภอชายแดน 3 อำเภอ คือแม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ เป็นพื้นที่สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชียงราย กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี มีโครงการจะก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ขึ้นที่สบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน โดยกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีได้มีการศึกษาและออกแบบเสร็จมาตั้งแต่ปี 2547 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี แต่ว่าที่ผ่านมาไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท เมื่อโครงการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ล่าช้าออกไป มีผลทำให้โครงการขยายถนนเป็นสี่ช่องทางจราจรช่วงระหว่างแม่จัน-เชียงแสน ต้องล่าช้าออกไปด้วย และนอกจากนั้นยังมีโครงการที่จะตัดถนนสายใหม่แนวถนนในโครงการนี้เริ่มจากตำบลบ้านแซว-ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน-ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน เชื่อมกับถนนพหลโยธินที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย โครงการนี้ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ต้องใช้เงินในการเวณคืนที่ดินและก่อสร้างสูงประมาณ 500 ล้านบาท แม้ว่ากรมทางหลวงชนบทจะได้ศึกษาและออกแบบจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ท่าเรือเชียงแสนแห่ง 2 ยังไม่มีการก่อสร้างนั่นเอง
แหล่งข่าวคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงราย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยและจังหวัดเชียงรายเสียโอกาส โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการเตรียมพร้อมของทางการจีน ซึ่งถึงวันนี้มีความพร้อมมาก ถนนเสร็จเมื่อไรสามารถที่จะเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ลงสู่ใต้ของประเทศจีนได้ทันที แต่เมื่อหันมาดูยุทธศาสตร์บุกจีนตอนใต้ของไทยแล้ว ทุกวันนี้ยังถือว่าไม่มีการตอบสนองจากภาครัฐโดยเฉพาะรัฐบาล เนื่องจากโครงการต่างๆ ถูกแช่แข็งงบประมาณเป็นจำนวนมาก สะพานข้ามแม่น้ำโขงเองก็ยังไม่มีใครสารมารถที่จะชี้ชัดได้อย่างชัดเจนว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณแน่นอนเมื่อไร และเมื่อยิ่งมองถึงนิคมอุตสาหกรรมเชียงของจิ๊กซอว์สำคัญก็ยิ่งลางเลือน
ถึงวันนี้...การเดินหน้าเตรียมความพร้อม เพื่อต่อยอดจากถนนอาร์3เอ ส่วนใหญ่จะเป็นภาคเอกชนที่ตัดสินใจนำร่องไปก่อน เพราะหากรอช้ากว่านี้ เค้กก้อนนี้ก็อาจจะถูกนักลงทุนจีนหยิบชิ้นปลามันไปก็เป็นได้
เอกชนไทยต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าให้คะแนนกับภาครัฐของไทยเรื่องการเตรียมความพร้อมรองรับ ถือว่า สอบตก
ฟันธง R3aเชื่อม"ไทย-ลาว-จีน"เสร็จ100%ปีนี้ บูมเส้นทางการค้า-ขนส่งรอสะพานข้ามโขง 4ผู้จัดการ 2007-05-13 18:56:00ศูนย์ข่าวภาคเหนือ - ถนนเชื่อมไทย-ลาว-จีน (R3a)ใกล้เสร็จสมบูรณ์ 100% คาดส่งมอบงานกันได้ไม่เกินปลายปีนี้ เชื่อกระตุ้นกิจกรรมการขนส่งคึกคักเต็มที่ แม้ต้องรอสะพานข้ามโขงแห่งที่ 4 เชื่อมเชียงของ-ห้วยทรายอีก 2-3 ปีก็ตาม ล่าสุดผู้ว่าฯเชียงราย เตรียมเพิ่มแพขนานยนต์รองรับ Logistic คุนหมิง-กรุงเทพฯ ก่อน พร้อมเชื่อมั่นการค้าผ่านเชียงของในอนาคตขยายตัวแบบทวีคูณแน่ นายวรงค์ วงศ์วรกุล กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่ธำรงวิทย์ หนึ่งในกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างเส้นทางสาย R3 หรือที่เรียกกันติดปากว่า ถนน R3a จากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ระยะทาง 250 กิโลเมตร(กม.) เปิดเผยว่า หจก.แพร่ธำรงวิทย์ ได้ร่วมกับบริษัทน้ำทา ก่อสร้าง จำกัด ของนายคำเพิง ทองซะบา กลุ่มผู้รับเหมาท้องถิ่นของสปป.ลาว เข้าประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้างเส้นทางช่วงเมืองห้วยทราย - เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ระยะทาง 84 กม.และเส้นทางในตัวเมืองบ่อแก้ว - ถนนเลี่ยงเมืองอีก 15 กม. มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 1,086 ล้านบาท
ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 - มิถุนายน 2550 รวมระยะเวลา 33 เดือน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ส่วนของถนน R3a ตลอดทั้งสาย ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.)ล่าสุดขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 93% เหลือเพียงงานตีเส้นจราจร - ติดตั้งป้ายสัญญาณจราจร ตลอดทั้งสาย และงานบดอัด-ลาดแอสฟัลต์ อีกประมาณ 20 กม.เท่านั้น เชื่อว่าภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 50 จะเสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ได้มีการขยายอายุสัญญาออกไปอีก 10 เดือน เพื่อปรับระดับความลาดชันของเส้นทาง ที่บางจุดมีความชัน 13% เพื่อให้มีความลาดชันไม่เกิน 10%ตลอดทั้งสาย ตามที่บริษัทที่ปรึกษากำหนด ซึ่งในส่วนนี้ หจก.แพร่ธำรงวิทย์ คาดว่า จะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 6-8 เดือน โดยเชื่อว่าโครงการปรับปรุงถนนในช่วงที่อยู่ในความรับผิดชอบจะเสร็จสมบูรณ์ 100%ภายในเดือนตุลาคม 2550 นี้อย่างแน่นอน ขณะที่ถนน R3a ช่วงที่ 2 จาก กม.ที่ 84-260.8 (เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว - บ้าน Nam Lung แขวงหลวงน้ำทา) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่บริษัทนวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น จากการสำรวจของ "ผู้จัดการรายวัน" พบว่า จนถึงขณะนี้การก่อสร้างเกือบเสร็จสมบูรณ์เช่นกัน เหลือเพียงระยะสุดท้ายที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการตัดเส้นทาง บดอัด ลาดยาง อีกประมาณ 20 กม. โดยถนนช่วงนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2547 สิ้นสุดมีนาคม 2550 แต่ก็ได้รับการขยายเวลาออกไปอีก 10 เดือนเพื่อปรับระดับความลาดชันไม่ให้เกิน 10% ส่วนถนนช่วงที่ 3 หรือแพกเกจ C ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจีน จากบ้าน Nam Lung - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา (ชายแดน สปป.ลาว-จีน) หรือจาก กม.160.8 - 228.3 ที่กลุ่มผู้รับเหมาจากจีน เข้ามาดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ซึ่งนายพมเมือง มอนจันดี รองหัวหน้าแผนกขัวทาง แขวงหลวงน้ำทา บอกว่า เดิมถนนช่วงนี้จะสิ้นสุดระยะเวลารับประกัน และทำพิธีส่งมอบให้แก่สปป.ลาวในเดือนนี้ (พฤษภาคม 2550) อย่างไรก็ตามทางรัฐบาล สปป.ลาว ได้ขอให้จีน ขยายเวลารับประกันโครงการออกไปอีก 1 ปี หรือกำหนดรับมอบ-สิ้นสุดเวลารับประกันในเดือนพฤษภาคม 2551 รองหัวหน้าแผนกขัวทาง แขวงหลวงน้ำทา บอกว่า หากถนนเส้นนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ช่วง จะทำให้การเดินทางจากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว (ชายแดนติดกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย - เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ติดกับ Mahan เขตเมืองลา สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีน) ใช้เวลาเดินทางเพียง 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 วัน ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เกิดกิจกรรมการขนส่งทั้งสินค้า - คน อย่างคึกคักแน่นอน
ขณะที่นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บอกว่า หลังจากถนน R3a เสร็จสมบูรณ์ในปีนี้ ก็จะเชื่อมต่อกับสถานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ภายใต้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่ไทย-จีน ตกลงที่จะสนับสนุนฝ่ายละ 50% ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดจุดก่อสร้างแล้วโดยฝั่ง สปป.ลาว จะอยู่ที่บริเวณบ้านดอนขี้นก (กม.9) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งไทยจะอยู่บริเวณบ้านดอนมหาวัน ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย ห่างจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 โดยประมาณ ผู้ว่าฯเชียงราย บอกอีกว่า หากสะพานแห่งนี้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อเข้ากับถนน R3a จะทำให้การค้าชายแดนที่เชียงของ คึกคักขึ้นอย่างมาก เพราะจีนมุ่งที่จะขนส่งสินค้าตามถนนR 3 a อันเป็นถนนเชื่อมคุนหมิง-กรุงเทพฯ ขณะที่จังหวัดเชียงรายจะผลักดันให้มีการพัฒนาระบบการค้าที่เชียงของขนานใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มจำนวนแพขนานยนต์เพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าชายแดนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ระหว่างที่สะพานยังก่อสร้างไม่เสร็จ รวมทั้งการพัฒนาโกดังสินค้า ระบบลอจิสติกส์ต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ไปพร้อมๆ กันด้วย นายอมรพันธุ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็มีโครงการจะสร้างศูนย์ราชการบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำโขงไว้แล้ว ส่วนถนนในจังหวัดที่จะเชื่อมกับถนนและสะพาน ก็มีโครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องทางจราจร จากอำเภอเมืองเชียงราย - เชียงของ โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกจากบ้านหัวดอย อำเภอเมือง ไปยังบ้านต้า อ.ขุนตาล ใช้งบประมาณปี 2550 และจากบ้านต้าไปจนถึงเชียงของ จะเป็นงบฯผูกพันในปีต่อไป สำหรับการค้าชายแดนที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เดิมมีมูลค่าการค้ารวมปีละประมาณ 700-800 ล้านบาท แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มูลค่าการค้าได้ขยายตัวต่อเนื่อง เมื่อในปีงบประมาณ 2549 มีมูลค่าทั้งสิ้นเกือบ 2,000 ล้านบาท โดยแยกเป็นการส่งออกประมาณ 1,500 ล้านบาท และนำเข้าประมาณ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 48 ถึง 30% ทั้งภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเชียงรายเชื่อว่า การค้าด้านนี้จะขยายตัวแบบทวีคูณทันทีที่ถนน R3a เสร็จ

เส้นทาง R3a กว่า 10 ปี จึงเป็นรูปเป็นร่าง

เส้นทาง R3a กว่า 10 ปี จึงเป็นรูปเป็นร่าง



โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ เอกรัตน์ บรรเลง



ในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (Greater Mekong Sub regional Economic Cooperation ; GMS-EC) ที่เริ่มต้นผลักดันกันมาตั้งแต่ปี 2535 หรือ 15 ปีที่แล้ว โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) กำหนดแนวพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงไว้ 10 เส้นทาง



1 ใน 10 นั้นก็คือ ถนนไทย-ลาว-จีน (R3a) ระยะทาง 250 กม. ส่วนหนึ่งของเส้นทางสาย "คุน-มั่ง กงลู่" หรือคุนหมิง-กรุงเทพฯ (เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว-ด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ติดชายแดนจีนที่เมือง Mohan อ.เหมิ่งล่า เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน) นั้น เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 ภายใต้โครงการ "สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ" ผ่านมือกลุ่มทุนผู้รับสัมปทานก่อสร้างถนนจากไทยมาแล้วถึง 2 กลุ่มด้วยกัน คือ



- กลุ่ม "ครอบครัวอุษา" ของตระกูล "แซ่เตี๋ยว" แห่งเชียงใหม่ ที่ 1 ในทายาทได้เป็น "เขยลาว" โดยผู้เป็นพ่อตาถือเป็นผู้ที่มีคอนเนกชั่นกับชนชั้นนำของรัฐบาลลาวอย่างแนบแน่น แต่ก็มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน



- บริษัทร่วมพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ จำกัด ที่เข้ารับสัมปทานแทน "ครอบครัวอุษา" แต่ก็มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนอีก เนื่องจาก ADB ไม่ยอมปล่อยเงินกู้ให้ เนื่องจากเป็นบริษัทเอกชน ขณะที่รัฐบาลลาวก็ไม่ยอมที่จะค้ำประกันเงินกู้ให้ เพราะบริษัทไม่ใช่รัฐวิสาหกิจของลาว จนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 2541 รัฐบาลลาวยกเลิกสัมปทานทำถนนเส้นนี้ เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง



กระทั่งเดือนมกราคม 2545 ADB เข้ามาเป็นตัวกลางจัดประชุม 3 ฝ่าย (ไทย ลาว จีน) เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาเส้นทางสายนี้ตามที่รัฐบาลลาวร้องขอไปเมื่อปี 2541 ซึ่งในการประชุมคราวนี้ที่ประชุมมีมติที่จะสร้างถนนสายนี้เป็น 2 เลน ระยะทาง 228 กม. แบ่งออกเป็น 3 ช่วงตามแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน ไทย และADB โดยเริ่มปรับปรุงตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา



ช่วงที่ 1 จากด่านบ่อเต็น-น้ำลัง แขวงหลวงน้ำทา (กิโลเมตรที่ 160.8-228.3) ระยะทาง 66.43 กม. จีนเป็นผู้รับผิดชอบ ก่อสร้างโดยเงินให้เปล่า 249 ล้านหยวน และเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยอีก 449 ล้านหยวน ซึ่งการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เดิมมีกำหนดส่งมอบในเดือนพฤษภาคม 2550 แต่รัฐบาลลาวขอให้รัฐบาลจีน ขยายเวลารับประกันออกไปอีก 1 ปีเป็นเดือนพฤษภาคม 2551



ช่วงที่ 2 จากน้ำลัง-บ้านสอด (กิโลเมตรที่ 84-160.8 เวียงภูคา-บ้านน้ำลัง) ระยะทาง 76.80 กิโลเมตรที่ ADB ให้รัฐบาลลาว กู้จำนวน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการก่อสร้างถนนช่วงนี้ บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการของไทยเข้ามารับดำเนินการจนถึงขณะนี้การก่อสร้างเกือบเสร็จสมบูรณ์เช่นกัน เหลือเพียงระยะสุดท้ายที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการตัดเส้นทาง บดอัด ราดยาง อีกประมาณ 20 กิโลเมตร โดยถนนช่วงนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2547 สิ้นสุดมีนาคม 2550 แต่ก็ได้รับการขยายเวลาออกไปอีก 10 เดือนเพื่อปรับระดับความลาดชันไม่ให้เกิน 10%



ช่วงที่ 3 จากบ้านสอด-เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว (กิโลเมตรที่ 0-กิโลเมตรที่ 84) ระยะทาง 84.77 กิโลเมตร ที่รัฐบาลไทยให้ลาวกู้จำนวน 1,210 ล้านบาท เปิดประมูลเมื่อปลายปี 2546 โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่ธำรงวิทย์ กลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้างท้องถิ่นของภาคเหนือที่มีฐานที่มั่นอยู่ในจังหวัดแพร่-น่าน กระโดดเข้ามารับงาน ระยะเวลาก่อสร้าง 33 เดือน เริ่มจากสิงหาคม 2546-มิถุนายน 2550 แต่ได้รับการขยายเวลาเพื่อปรับความลาดชันของถนนไม่ให้เกิน 10% อีก 10 เดือนสิ้นสุดเมษายน 2551 แต่คาดว่าภายในสิ้นปีถนนช่วงนี้จะเสร็จสมบูรณ์ 100%



หลังจากถนน R3a เสร็จสมบูรณ์ในปีนี้ ก็จะเชื่อมต่อกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ภายใต้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่ไทย-จีนตกลงที่จะสนับสนุนฝ่ายละ 50% ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดจุดก่อสร้างแล้ว โดยฝั่งลาวจะอยู่ที่บริเวณบ้านดอนขี้นก (กิโลเมตรที่ 9) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งไทยจะอยู่ติดบ้านดอนมหาวัน ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย ห่างจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 โดยประมาณ



ที่มา:นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2550

เบียร์ชิงเต่า Tsingtao,

เบียร์ชิงเต่า Tsingtao
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao) เป็นเบียร์ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองชิงเต่า ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 2506 ได้รับยกย่องให้เป็นเบียร์แห่งชาติยี่ห้อเดียวของจีน[1]





โรงเบียร์ชิงเต่า
โรงงานผลิตเบียร์นี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2446 มีการลงทุน 400,000 มาร์ค ใช้ชื่อว่า บริษัทเบียร์เจอมานิสเชส (Germanisches) แห่งเมืองชิงเต่า จำกัด และใช้เทคโนโลยีการหมักบ่มและวัตถุดิบจากประเทศเยอรมัน แต่หลังจากดำเนินไปได้ 13 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงงานผลิตเบียร์แห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของทหารญี่ปุ่นอีก 29 ปี และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงงานผลิตเบียร์ไดนิปปอน คอร์เปอเรชั่น” หลังจากนั้นเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม โรงงานแห่งหนึ่งก็ตกอยู่ในมือของพรรคก๊กมินตั๋ง กระทั่ง 2 มิถุนายน พ.ศ. 2492 เมื่อทหารกองทัพปลดปล่อยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์มีชัยชนะ และยึดโรงเบียร์แห่งนี้เป็นวิสาหกิจของรัฐอย่างเต็มตัว ซึ่งมีกิจการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2502 ศักยภาพทางการผลิตก็เริ่มทะลุ 10,000 ตัน

ในปี พ.ศ. 2536 โรงงานผลิตเบียร์แห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเบียร์ชิงเต่าจำกัด และเข้าสู่ตลาดทุนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง และเมื่อจีนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก(WTO) เบียร์ชิงเต่าก็ได้เป็นพันธมิตรกับอันเฮาเซอร์ บุช ผู้ผลิตเบียร์ บัดไวเซอร์

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ภาพประกอบจาก www.
Merchant Dream

ชิงเต่า Qingdao



ชิงเต่า
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บทความนี้เกี่ยวกับเมือง สำหรับเบียร์ ดูที่ เบียร์ชิงเต่า

ชิงเต่า ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลซานตง (Shandong Sheng) พื้นที่ของเมืองชิงเต่า 10,654 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรประมาณ 2.3 ล้านคน เมือง ประชากรเมืองชิงเต่าได้ชื่อว่ามีความขยันและทำงาน หนักซึ่งเป็นจุดสำคัญทำให้เมืองชิงเต่าได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา เมืองชิงเต่าได้รับการสถาปนาขึ้นในปี 1891 จากรัฐบาลทหารของเมืองชิงเต่า มีความสำคัญเป็นเมืองท่ายุทธศาตร์ เมืองชิงเต่าถูกยึดครอง โดยประเทศเยอรมันจนถึงปี 1914 และโดยญี่ปุ่น จีนทำการยึดคืนมาได้ในปี 1922 นอกจากนี้ ยังเคยเป็นฐานทัพเรือของอเมริกามายาวนานถึง 36 ปี


นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ สำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ หลายเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเมืองชิงเต่า เช่น เหตุการณ์ May Fourth Movement เป็นต้น

อุณหภูมิ


ทางด้านภูมิอากาศ เมืองชิงเต่า ตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีอุณหภูมิตลอดทั้งปีเฉลี่ยที่ 12 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส และในฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปอยู่ที่ 775.6 มิลลิเมตร



โดยทั่วไปเมืองชิงเต่า มีลมพัดค่อนข้างแรง ทำให้อากาศค่อนข้างหนาวเย็น


หาดทรายชิงเต่า


จัตุรัส ชิงเต่า













วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ร้าน เกียรติโอชา : ข้าวมันไก่ และ หมูสะเต๊ะ

ชื่อร้าน : เกียรติโอชา
อาหารแนะนำ : ข้าวมันไก่ หมูสะเต๊ะ
สถานที่ : เมือง เชียงใหม่
ที่อยู่ : 41-43 ถนนอินทวโรรส อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : 0 5321 3959
เว็บไซต์ : ไม่มีข้อมูล

"สายตาไม่อาจบอกรสชาติได้ ดังนั้น ถ้าท่านได้มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญชวนท่านให้ได้มาชิม ข้าวมันไก่ และ หมูสะเต๊ะ จาก ร้านข้าวมันไก่อันดับหนึ่งไม่มีสอง ต้องที่ ร้าน เกียรติโอชา